คอลัมน์ประจำสัปดาห์
จันทร์ : เก็บตกหลังเลนส์
อังคาร : ChitChat
พุธ : วันวานยังเก๋าอยู่ , NewWave
พฤหัสบดี : Blue Lobby
ศุกร์ : Free Style Friday



----------------------------------------------- อ่านคอลัมน์ย้อนหลัง
----------------------------------------------- วันวานยังเก๋าอยู่

- กว่าจะเปล่งแสงเป็น "ดาว มยุรี" เคลียร์ชัดไม่เล่นดนตรีไทย
- "วิกกี้ กันตา" รู้ซึ้งมนุษย์เงินเดือน ปลื้ม คัมแบ็ค 'บ้านศิลาแดง'
- ศิลปินเลือดศิลปะ ‘ติ๊ก ชีโร่’ 30 ปี ที่ไม่เปลี่ยนแปลง!

 

 

     “ช่วงที่หายไปคือช่วงที่กี้แต่งงานมีลูกแล้ว คือเล่นละครจนท้องคนแรกได้ 5 - 6 เดือน ถึงหยุด พอคลอดลูกแล้วผอมก็กลับมารับละครใหม่ จนท้องคนที่ 2 ก็ยังเล่นละครนะ แต่พอลูกเข้าโรงเรียนอนุบาล เราเริ่มรู้สึกอยากเลี้ยงลูกเอง เพราะโอกาสพัฒนาการของเด็กมันมีแค่ครั้งเดียว สิ่งที่เป็นครั้งแรกของเค้าเราอาจจะพลาดโอกาสได้เห็นแล้วเราจะเรียกมันย้อนกลับมาไม่ได้ เพราะตอนกี้แต่งงานคือเราอยากมีลูกมากแล้วตั้งใจว่าอยากเลี้ยงเค้าด้วยตัวเอง แล้วก็เกรงใจทีมงานด้วย เพราะเราจะให้เวลาทำงานได้ไม่เต็มที่ ตอนแรกตั้งใจจะหยุดแค่ 2-3 ปี กลายเป็นเบรคไปนานเป็นสิบปี แล้วถึงกลับมารับงานเป็นละครตอนเย็น พอตอนหลังก็ไปทำงานประจำ ซึ่งก็เจอผู้จัดเค้าก็ชวนเล่นละครแต่ปัญหาคือเวลาไม่ลงตัว มาตอนนี้เราเป็นหัวหน้างานแล้ว สามารถบริหารเวลาได้ง่ายขึ้น ‘โพลีพลัส’ ก็ติดต่อมาพอดีเลย แล้วเล่นเป็นแม่ คิวก็ไม่ลำบากเหมือนพระเอกนางเอก ก็เลยโอเคขอเค้าแค่บอกเราล่วงหน้าจะได้จัดคิวตัวเราเองได้ เลยได้กลับมาเล่นเต็มที่กับเรื่องนี้

 


     จากชีวิตนักแสดงไปเป็นพนักงานประจำมันปรับชีวิตหน้ามือเป็นหลังมือเลยนะ ตอนเป็นนักแสดงเคยสงสัยนะว่าพนักงานประจำเค้าทำงานกันยังไง? เค้าอยู่กันแบบไหน? พอมาสัมผัสเองเข้าใจความเป็นมนุษย์เงินเดือนเลย (หัวเราะ) เข้าใจเรื่องการตอกบัตรเข้าทำงาน (หัวเราะ) ตอนเราเป็นนักแสดงเค้านัด 8 โมงก็มา 8 โมงโดยไม่เครียด แต่พอมาบังคับว่าเราต้องลงเวลานะ มันกลายเป็นความกังวลตลอดเวลา ต้องรีบออก ต้องเผื่อเวลา กี้เครียดอย่างนั้นอยู่ 3 - 4 เดือนเลยนะ จนตอนหลังก็ช่างมัน (หัวเราะ) ชิลๆ เฉยๆ ไม่คิดมากแล้ว แต่ตลกที่ทุกวันเราจะเห็นภาพที่ทุกคนวิ่งไปที่เครื่องตอกบัตร”

     “พอดีมีโมเดลลิ่งมาหานางแบบที่โรงเรียนนานาชาติร่วมฤดี ซึ่งตอนนั้นกี้เรียนอยู่ ม.5 อายุประมาณ 16 ปีเอง เค้ามาชวนเราก็โอเค แต่ติดปัญหาคือดัดฟันเพราะสมัยนั้นยังเป็นเหล็ก พอเจอแฟลตมันจะสะท้อนก็เลยได้ไปเป็นนางแบบมือแทน พอถ่ายโฆษณาก็ได้ไปเจอเพื่อน ‘คุณตุ๊กตา – จิตรลดา ดิษยนันทน์’ พอดีตอนนั้นทาง ‘กันตนา’ กำลังต้องการนางเอกลูกครึ่ง พูดภาษาอังกฤษได้ เพื่อไปถ่ายละครที่ประเทศอังกฤษเดี๋ยวนั้น เค้าเลยมาถามว่าสนใจมั้ย?? เราก็งงๆ กลับไปบ้านก็ถามพ่อแม่ว่าไปได้มั้ย? เค้าบอกว่าได้ เราก็ไปก็ไป คือด้วยความที่คุณพ่อเป็นคนฟิลิปปินส์เป็นนักดนตรี คุณแม่เป็นคนอังกฤษ ครอบครัวก็เลยไม่ได้มีทัศนคติลบกับวงการ แล้วเค้าเลยสอนเราแบบให้เรียนรู้และลองได้ ก็ไปก็ได้ก็เริ่มจากตอนนั้นเป็นต้นมา
      ละครเรื่องแรกเลยคือ ‘ทิวาหวาม’ เล่นคู่กับ ‘พี่บ๊อบ – ทูน หิรัญทรัพย์’ ปี 2532 มันเป็นอะไรที่ยากที่สุดในชีวิตซีนแรกคือต้องร้องไห้ แล้วร้องยังไง?? ร้องไม่เป็น ก็โดนว่าโดนด่าก็ไม่เข้าใจ แอบร้องไห้ในห้องน้ำแทนที่จะร้องไห้เข้าฉาก (หัวเราะ) ทีมงานก็เลยเปลี่ยนให้ไปเดินซอฟๆ กับพระเอกก่อน ให้คุ้นกับกล้องกับแอ็คติ้งก่อน แล้วฉากนั้นค่อยกลับมาถ่ายอีกครั้งก่อนกลับกรุงเทพฯ ตอนนั้นคิดว่าถ่ายละครก็เหมือนถ่ายโฆษณาคือพบจบเรื่องก็เสร็จงาน 1 ชิ้น ไม่คิดว่าหลังจากนั้นมันจะมีต่อๆ
     ถามว่าชอบมั้ย? ตอนนั้นมันคือความภาคภูมิใจที่เราสามารถช่วยแบ่งเบาภาระทางบ้านได้ เพราะด้วยความที่พ่อเป็นต่างชาติเค้าซื้อบ้านซื้ออะไรลำบาก เราสามารถช่วยซื้อบ้าน ผ่อนบ้านผ่อนรถได้ ส่งน้องเรียนได้ ทั้งๆ ที่อายุ 17-18 ปีเอง ฐานะทางบ้านกี้ก็กลางๆ ไม่ได้รวย พ่อจะสอนว่าไม่มีเงินนะ สิ่งที่พ่อทำได้คือส่งเสียให้เรียนแล้วทำงานหาเงินซื้อสิ่งที่อยากได้เอาเอง กี้ก็จะบอกพ่อว่าภาระทั้งหมดเราจะเป็นคนจ่าย ภูมิใจในตัวเองมาก ชอบความรู้สึกตรงนี้ แล้วไม่ได้รู้สึกสูญเสียเวลาความเป็นวัยรุ่นนะ เพราะตอนนั้นเรารักงานแล้ว จะมีบ้างบางทีเพื่อนเค้าชวนไปโน้นมานี่แต่เราไม่เคยว่าง แต่ด้วยสังคมของเด็กนานาชาติส่วนใหญ่ครอบครัวจะมีเงินแต่เราเป็นครอบครัวปานกลาง เพราะฉะนั้นเราเลือกทำงาน อยากทำตรงนี้ให้ที่บ้านมากกว่า”
     “ตอนที่เล่นทิวาหวามก็มีคนเริ่มทักบ้าง แต่ที่พีคที่สุดน่าจะเป็นละครตอนเย็นเรื่อง ‘คุณแม่เพื่อนรัก’ เรื่องนั้นไปไหนมาไหนมีแต่คนทัก แล้วก็งานโชว์ตัวเยอะมาก จำได้ว่านั่นเป็นละครเรื่องแรกของ ‘น้องแหม่ม – วิชุดา พินดัม’ ด้วย ชีวิตเราก็เปลี่ยนไปเยอะนะคะ จากเด็กที่เช้าไปโรงเรียน เย็นทำการบ้านกับเพื่อน ก็กลายเป็นเช้าไปโรงเรียน เย็นเลิกเรียนไปกองถ่าย พอวันศุกร์เก็บเสื้อผ้าไปนอนกองถ่ายถึงเช้าวันจันทร์ วันจันทร์ไปโรงเรียน ชีวิตเปลี่ยนไป แต่ไม่ได้รู้สึกว่าเหนื่อยเลยนะ เพราะอยู่ในกองถ่ายมันมีความสุข มันเหมือนเป็นโลกอีกใบนึงเลย กี้ว่ากี้โชคดีที่ตอนนั้นลูกครึ่งในวงการมีไม่เยอะ แล้วละครมีตลอดเวลา ใน 1 สัปดาห์ถ่าย 3 - 4 เรื่อง กินนอนที่กองถ่ายเลย โชคดีที่โรงเรียนไม่ว่า เพื่อนๆ ก็โอเคจะช่วยคอยจดเลคเชอร์ให้ แต่ต้องไปสอบ


     สิ่งที่กี้เรียนรู้จากวงการนี้ ในยุคนั้นอย่างแรกคือเรื่องความเคารพผู้ใหญ่ ถึงแม้เราจะไม่รู้จักเค้าไม่เคยร่วมงานกัน แต่เรารู้ว่าท่านนี้คือผู้ใหญ่ในวงการ สิ่งที่ต้องทำคือการเดินเข้าไปไหว้ รู้ ไม่รู้ เดินเข้าไปไหว้แนะนำตัวเอง มันเป็นสิ่งที่เราซึมซับและชอบมาก อีกอย่างคือความตรงต่อเวลา ความรับผิดชอบ ซึ่งพอออกไปจากวงการเราเอาไปใช้กับชีวิตจริง มันช่วยให้ดีกับเรา กี้ก็สอนคนอื่นต่อ”
     “หลังจากที่เราใช้ชีวิตประจำวันปกติมานานหลายปี อยู่ดีๆ ‘โพลีพลัส’ ก็ติดต่อเข้ามาตื่นเต้นมาก เพราะเคยแต่ได้ดูผลงานยังไม่มีโอกาสได้ร่วมงานกัน แล้วกี้ไม่ได้เล่นละครมา 4-5 ปีแล้ว พอเค้าเรียกให้มาเทสคือให้มาลองเข้ากับน้องแฝด คือคงอยากจะดูว่าเข้ากันได้มั้ย? ก็ดีใจ พอถ่ายวันแรกก็คุยกับทีมงานตลอด เพราะเรากลัวทำให้เค้าเสียเวลา พอเค้าโอเคเราก็โล่ง แล้วก็มั่นใจขึ้น


     กี้รับบทเป็น ‘เดือนฉาย’ แม่ของแฝด เราอยู่บ้านศิลาแดงแล้วโดนกลั่นแกล้งออกมา ลูกก็เลยถูกแยกเราก็เก็บเป็นความลับไม่บอกลูก เราได้ลูกคนน้องซึ่งจะแก่นๆ เพราะเรากลับไปอยู่สวน ลูกก็เลยเก่ง ซน ฉลาดว่องไว ซึ่งบรรยากาศการทำงานดีมากค่ะ เวลามากองถ่ายนี้จะรู้สึกเกรงใจเพราะทุกคนให้เกียรติและดูแลเราดีมากๆ ช่วยเหลือทุกสิ่งอย่าง ซึ่งกี้อาจไม่คุ้นเพราะที่ผ่านมาเราต้องช่วยเหลือตัวเองมาตลอด มันจะแตกต่างจากยุคก่อนที่มีข้าวหม้อเดียวกับข้าวหม้อเดียว ตักแล้วมานั่งกินด้วยกัน อะไรช่วยได้ช่วยเพื่อให้งานเสร็จเร็วที่สุด ซึ่งมันจะคนละอารมณ์กับสมัยนี้ ทำให้รู้สึกเลยว่าการเป็นนักแสดงสมัยนี้สบายมาก ถ้าคะแนนเต็ม 5 กี้ให้ 10 เลย (ยิ้ม)”

     “ก็อยากจะฝากถึงน้องๆ ที่อยากเข้าวงการว่า ด้วยความที่สมัยนี้มันมีโอกาสเยอะแยะ เพราะฉะนั้นก็อย่าอยากเข้าวงการมากจนไว้วางใจคนไปซะทั้งหมด เพราะคนถูกล่อลวงก็มีเยอะแยะ ทำอะไรต้องดูด้วยว่าปลอดภัยแล้วค่อยก้าวไป เรายังมีพ่อมีแม่ที่เป็นห่วง พอเข้ามาแล้วก็ต้องรู้จักเคารพผู้ใหญ่ ดังแล้วอย่าเปลี่ยน เท่านี้คุณก็จะอยู่ได้ กี้เชื่อเรื่องดวงนะคะ คือถ้ามันใช่ยังไงมันก็ใช่!! อย่างกี้เองก็ไม่มีวี่แวว แต่อยู่ดีๆ 2 อาทิตย์ได้ไปถ่ายละครที่อังกฤษแล้ว กี้ถือว่ากี้โชคดีมาก เพราะเค้าให้ทำอะไรเราก็ทำ แล้วผู้ใหญ่ก็ดูแลดี
สุดท้ายฝากแฟนๆ ละครด้วยนะคะ ถ้ายังจำ ‘กันตา ดานาว’ ได้ กี้เต็มที่กับเรื่องนี้มากมีอะไรติชมกันได้ ขอบคุณมากนะคะ”

     อย่างที่คุณวิกกี้บอก ‘ถ้ามันใช่ มันก็ใช่’ เหมือนกับตัวเธอที่วันนี้ได้กลับมาเล่นละครให้เราได้ชมกัน ที่สำคัญฝีมือยัง ‘เจ๋ง’ เหมือนเดิม... พูดเรย!!!



 

 
  Copyright @ 2014 Polyplus Entertainment Co., Ltd. All rights reserved. follow us :